อาณาจักรอยุธยาในรัชสมัยพระองค์ดำ

admin
November 17, 2019 0 Comment

พระองค์ดำหรือที่เรารู้จักในพระนามว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราช(สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 2) พระองค์ประสูติเมื่อ พ.ศ.2098 ที่เมืองพิษณุโลก โดยมีพระนามเดิมคือ
พระนเรศ วรราชาธิราช
ท่านมีพระอนุชาหนึ่งพระองค์ คือ
สมเด็จพระเอกาทศรถ(พระองค์ขาว)
เเละมีพระเชษฐภคินีหนึ่งพระองค์ คือ
สมเด็จพระสุพรรณกัลยา
พระองค์สืบเชื้อทั้งราชวงศ์สุโขทัยเเละกรุงศรีอยุธยา ส่วนพระนาม พระองค์ดำ พระองค์ขาวนั้น เป็นพระนามที่ชาวตะวันตกเรียกขานตามสีพระวรกายของพระองค์ท่านทั้ง 2 พระองค์
สมเด็จนเรศวรทรงใช้ชีวิตในวัยเยาว์ท่ามกลางการเหยียดหยามชนชาวไทยในฐานะประเทศราชของพม่า ทรงประทับที่พม่าตั้งเเต่พระชนมายุ9พรรษาในฐานะเป็นองค์ประกันจนมีพระชนมายุ16พรรษา
*ณ ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่1(ปีพ.ศ.2112)*

เมื่อทรงเสด็จกลับจากพม่าในปี พ.ศ.2114
กรุงศรีอยุธยาก็มีสภาพเสื่อมโทรมมาก เเละได้รับมอบหมายจากสมเด็จพระมหาธรรมราชาให้ปกครองหัวเมืองเหนือ ทรงประทับที่เมืองพิษณุโลก ตลอดระยะการปกครองหัวเมืองเหนือนั้น ทรงเริ่มการรวบรวมผู้คนที่หลบหนีพม่า มาฝึกฝนยุทธวิธีการรบ การฝึกหัดข้าราชการ ฯลฯ อันเป็นสิ่งสำคัญในการประกาศอิสรภาพจากพม่า เเละในช่วงเวลานั้นเขมรได้ฉวยโอกาสตีอาณาจักรอยุธยา ทั้งยังเกิดกบฎ ทำให้สามารถอ้างเหตุผลเพื่อเสริมกำลังกองทัพได้ (ช่วงปีพ.ศ.2113-2124 เขมรส่งกองทัพเข้ามาถึง5ครั้ง)

การประกาศอิสรภาพเกิดขึ้นหลังจาก การเข้าเฝ้าพระเจ้านันทบุเรงเเห่งพม่า ในโอกาสขึ้นครองราชย์ใหม่ ปลายปีพ.ศ.2126พระองค์ทรงได้รับมอบหมายให้ไปช่วยพระเจ้านันทบุเรงปราบเมืองอังวะ ทรงเดินทัพช้าๆ เพื่อหาโอกาสตีกรุงหงสาวดีของพม่าในช่วงที่พระเจ้านันทบุเรงไม่ได้ประทับอยู่ ในปีพ.ศ.2127 ทรงได้ประกาศอิสรภาพที่เมืองเเครง ในดินเเดนพม่าตอนล่าง หลังจากที่ทรงทราบว่าพม่าวางเเผนกำจัดพระองค์
โดยทรงประกาศว่า
“ด้วยพระเจ้าหงสาวดี มิได้อยู่ในครองสุจริตมิตรภาพขัตติยราชประเพณี เสียสามัคคีรสธรรม ประพฤติพาลทุจริต คิดจะทำอันตรายแก่เรา ตั้งแต่นี้ไป กรุงศรีอยุธยาขาดไมตรีกับกรุงหงสาวดีมิได้เป็นมิตรร่วมสุวรรณปฐพีเดียวกันดุจดังแต่ก่อนสืบไป”
หลังจากนั้นพระองค์ทรงนำผู้คนที่ถูกกวาดต้อนกลับประเทศ เมื่อพระเจ้านันทบุเรงทรงทราบก็ได้ทรงกองทัพติดตามไปทันที เเต่กองทัพพม่าปราชัยเเก่กองทัพกรุงศรีอยุธยาหลายต่อหลายครั้ง หนึ่งในนั้นคือศึกที่เเม่น้ำสะโตง เเละ การรบในปีพ.ศ.2129 เกิดเป็นตำนานพระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตงเเละพระแสงดาบคาบค่าย นับเป็นวีรกรรมอันกล้าหาญของกองทัพไทยเเละพระปรีชาสามารถของพระองค์ในการปกป้องประเทศชาติ
ทางพม่าก็เสียหายจากการรบกับกองทัพกรุงอยุธยาจนต้องถอยทัพไป ทำให้กองทัพพม่าต้องว่างเว้นศึกกับอยุธยาไป3ปี
เเละในปีพ.ศ.2130นั้น อยุธยาก็สามารถยึดอำนาจจากเขมรได้อีกครั้ง ในปีพ.ศ.2133นั้นสมเด็จพระมหาธรรมราชาเสด็จสวรรคต สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจึงเสด็จขึ้นครองราชย์เเละตั้งสมเด็จพระเอกาทศรถพระอนุชาเป็นเสมือนกษัตริ์ยองค์ที่2

4เดือนหลังจากการผลัดเเผ่นดินพม่ายกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง เเต่สามารถขับไล่กองทัพพม่าออกไปได้ 2ปีถัดมาพม่ายกทัพมาอีกครั้งเกิดเป็นศึกครั้งสำคัญคือ ศึกยุทธหัตถี(ปีพ.ศ.2135) ที่ตำบลหนองสาหร่าย เมืองสุพรรณบุรี โดยครั้งนี้เเม่ทัพของพม่าคือ พระมหาอุปราช
ผลคือ กองทัพกรุงศรีอยุธยารบชนะ พม่าต้องถอยทัพกลับไป หลังจากการรบครั้งนั้นทำให้อยุธยาว่างเว้นศึกเป็นเวลากว่า100ปี
ในปีพ.ศ.2146 ทรงสามารถยึดเขมรได้ทั้งหมด เเละในปี2135ยกทัพไปตีพม่าถึง5ครั้งตามเมืองสำคัญต่างๆ ของพม่า เช่น เมืองทวาย ตะนาวศรี หัวเมืองมอญ เเละกรุงหงสาวดีถึง2ครั้ง เเต่ไม่สามารถยึดกรุงหงสาวดีได้
จึงโปรดให้ยกทัพกลับพระนคร ในระหว่างที่ยกทัพกลับนั้นสมเด็จพระนเรศวรทรงประชวรหนักด้วยอาการฝีขึ้นที่พระพักตร์จนติดเชื้อ ทรงเสด็จสวรรคตที่เมืองหางในปี พ.ศ.2148
ก่อนสิ้นพระชนม์ทรงรับสั่งให้สมเด็จพระเอกาทศรถเสวยราชสมบัติต่อ
กรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยของพระองค์ท่านนั้นมีความมั่นคงมาก มีเขตเเดนกว้างขวาง ครอบคลุมเขตเเดน มอญ พม่า ไทยใหญ่ ล้านนา ล้านช้าง เเละเขมร
เเละยังทรงสอนประชาชนให้มีวินัย ไม่ละโมบโลภมาก จนถึงขนาดไม่สนใจทองที่ตกอยู่กลางถนน

ในด้านการต่างประเทศนั้นก็ทรงสนับสนุนให้เฟื่องฟู ได้ค้าขายกับโปรตุเกสอีกทั้งโปรตุเกสยังเผยเเพร่ศาสนาในอยุธยา ปีพ.ศ.2147ได้ติดต่อค้าขายกับฮอลันดา ที่มาตั้งสถานีการค้าที่เมืองปัตตานี ทั้งยังทรงคณะทูตติดต่อกลับฮอลันดาด้วย ในชาติตะวันออกนั้นหลังประกาศอิสรภาพได้1ปีก็ติดต่อกับจีน(ราชวงศ์หมิง)เพื่อค้าขายเเละขอพระราชทานตราเเผ่นดินอันใหม่เเทนที่ของเก่าที่พม่ายึดไป
เเละยังค้าขายกับญี่ปุ่นในทะเลตะวันออกด้วย
ในปีพ.ศ.2135(ปีเดียวกับสงครามยุทธหัตถี)ญี่ปุ่นบุกเกาหลีรัฐบรรณาการจีน อยุธยาจึงเสนอส่งกองทัพเรือไปช่วยจีนรบกับญี่ปุ่นเเต่จักรพพรดิจีนปฎิเสธข้อเสนอไทย
เห็นได้ว่าอาณาจักรอยุธยาในรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้น มีความมั่นคงทั้งภายในเเละภายนอก ทำให้บ้านเมืองสงบร่มเย็นเป็นเวลากว่าร้อยปีต่อมา

เเหล่งที่มาข้อมูล
หนังสือนามานุกรมพระมหากษัตริย์ไทย
โดย มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา