ยุคสมัยของประวัติศาสตร์โลก แบ่งอย่างไร 4 (สมัยกลาง)

admin
November 17, 2019 0 Comment

สมัยกลาง

เริ่มตั้งแต่อาณาจักรโรมันล่มสลายในปี ค.ศ.476  ศตวรรษที่ 5-15  เนื่องจากการรุกรานของอนารยชนเผ่าติวตัน  อำนาจทางการเมืองกระจัดกระจาย  ความวุ่นวายทางการเมืองทำให้ผู้คนหันมายึดศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจ และให้ความหวังกับคนในสังคมว่าจะได้ไปเสวยสุขกับพระเจ้าบนสวรรค์หรือมุ่งหวังชีวิตที่ดีกว่าในโลกหน้า

คริสต์ศตวรรษที่ 14  ยุโรปมีความตื่นตัวทางด้านการพานิชย์  และแสวงหาดินแดนในโลกอันนำมาซึ่งลัทธิการล่าอาณานิคม  ส่วนในทางวิทยาศาสตร์และการประดิษฐ์  มีการค้นพบระบบสุริยจักรวาลของโคเปอร์นิคัส

การค้นพบกระบวนการพิมพ์หนังสือของกูเตนเบอร์กและฟุสท์

ลักษณะสังคม  เป็นสังคมในลัทธิฟิวดัล  ซึ่งคนในสังคมมีความสัมพันธ์ในฐานะเจ้าของที่ดินและทาสติดที่ดิน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ

1. พระ  เป็นผู้มีบทบาทมาก  เพราะเป็นศูนย์ของความเชื่อ  ความศรัทธาในศาสนาของประชาชน  พระสันตปาปาที่กรุงโรมมีอำนาจสูงสุด  พระที่มีฐานะรองลง

มาก็จะทำหน้าที่ต่างๆ  ตามขอบเขตการปกครอง เช่น สั่งสอนประชาชน เก็บภาษีอากร ฯลฯ

2. ชนชั้นปกครอง  ได้แก่  กษัตริย์  ขุนนาง  และอัศวิน  ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน  มีชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือย

3. สามัญชน  ได้แก่  ชาวนาและทาสติดที่ดิน  ที่ต้องทำงานหนักหาเลี้ยงชีพภายใต้อำนาจสิทธิ์ขาดและการคุ้มครองจากเจ้าของที่ดิน  ไม่ค่อยมีการปรับปรุงที่ดินเพื่อการเกษตร  ผลผลิตไม่พอเพียงกับความต้องการของชุมชน

วรรณกรรม

สมัยกลางช่วงต้น   จะเน้นวรรณกรรมศาสนาหรือวรรณกรรมสะท้อนภาพสังคมฟิวดัล  เช่น  The City Of God

สมัยกลางช่วงปลาย     เน้นวรรณกรรมทางโลกมากขึ้น  เช่น  The Divine Comedy

การศึกษา   เน้นด้านเทววิทยาและขยายการศึกษาไปสู่การจัดตั้งมหาวิทยาลัย

อิทธิพลศิลปะมุสลิม

– จิตรกรรม  ได้แก่  งานเขียนลวดลายเรขาคณิต  ลวดลายดอกไม้

– หัตถกรรม  ได้แก่  เครื่องปั้นดินเผา  เครื่องโลหะ  เครื่องทองเหลือง

– วรรณกรรม  ได้แก่  นิทานอาหรับราตรี  รุไบยาดของโอมาร์ คัยยัม

ศิลปะไบเซนไทน์  ( Bizentine )  การสร้างสรรค์เพื่อพระผู้ไถ่บาปให้แก่มวลมนุษย์ ( ค.ศ.330-1453 )

โบสถ์เซนต์โซเฟีย  ( ค.ศ.532-537 )

ในเมืองฮาร์บิน เมืองหลวงของมณฑลเฮอหลงเจียง   เป็นสถาปัตยกรรมแห่งการผสมผสาน  นับเป็นรวมลักษณะความโดดเด่นของกรีก  โรมัน  และลักษณะตะวันออก  แบบอาหรับหรือเปอร์เซีย  ไว้ในผลงานชิ้นเดียวกันได้อย่ากลมกลืน

ศิลปะโกธิค

– เกิดขึ้นในยุโรประหว่างกลางศตวรรษที่ 12   ปลายศตวรรษที่ 15 เป็นศิลปะที่มีความอ่อนโยนคล้ายธรรมชาติและเป็นมนุษย์นิยม  มีอิสระในการแสดงออก  เป็นศิลปะที่หลุดพ้นจากอิทธิพลของกรีก โรมัน  แต่ก็ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อและความศรัทธาในศาสนาคริสต์

– ต่างจากศิลปะไบแซนไทน์  ซึ่งเคร่งครัดในกฎเกณฑ์

–  จุดเด่นของศิลปะโกธิค  ส่วนใหญ่เป็นวิหารทางศาสนาคริสต์  ดัดแปลงจากสมัยโรมาเนสก์ คือ ประตู เพดานและหลังคาโค้งปลายแหลม  ทำให้อาคารดูสง่างาม  ภายในตัวอาคารจะประดับประดาด้วยกระจกสี  ซึ่งเป็นงานยิ่งใหญ่ของ

วิหารแรงส์  ( ค.ศ.1211-1290 )       

เป็นช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรืองและเป็นวิหารที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวฝรั่งเศส

        –  เกิดขึ้นในยุโรประหว่างกลางศตวรรษที่ 12   ปลายศตวรรษที่ 15 เป็นศิลปะที่มีความอ่อนโยนคล้ายธรรมชาติและเป็นมนุษย์นิยม  มีอิสระในการแสดงออก  เป็นศิลปะที่หลุดพ้นจากอิทธิพลของกรีก โรมัน  แต่ก็ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อและความศรัทธาในศาสนาคริสต์

        –  ต่างจากศิลปะไบแซนไทน์  ซึ่งเคร่งครัดในกฎเกณฑ์

–  จุดเด่นของศิลปะโกธิค  ส่วนใหญ่เป็นวิหารทางศาสนาคริสต์  ดัดแปลงจากสมัยโรมาเนสก์ คือ ประตู เพดานและหลังคาโค้งปลายแหลม  ทำให้อาคารดูสง่างาม  ภายในตัวอาคารจะประดับประดาด้วยกระจกสี  ซึ่งเป็นงานยิ่งใหญ่ของศิลปะโกธิค

ศิลปะสมัยกลาง

ศิลปะยุคฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการ  ( Renaissance )

โบสถ์เซนต์ปีเตอร์  ( ค.ศ.1506-1546 )

               เป็นสิ่งก่อสร้างทางสถาปัตยกรรมที่เป็นตัวแทนแห่งยุคสมัยและได้รับการยอมรับว่ามีคุณค่าทางศิลปะ  ผู้ออกแบบและเริ่มดำเนินการสร้าง คือ บรามานเต ( ค.ศ.1506 )  แต่เขาถึงแก่กรมมก่อนงานจะเสร็จ  จึงเป็นภาระหน้าที่ของสถาปนิกอีกหลายคน   จนกระทั่ง ค.ศ.1546  มิเคลันเจโลก็ได้รับการติดต่อจากสันตะปาปาจอห์นปอลที่ 3  ให้เป็นสถาปนิกรับผิดชอบออกแบบก่อสร้างต่อไป  โดยเฉพาะอาคารที่อยู่ตรงกลาง  มิเคลันเจโลได้แรงบันดาลใจมาจากวิหารแพนธีออนของจักวรรดิโรมัน

 

ภาพโมนาลิซา  ( ค.ศ.1503-1505 )

        เป็นภาพเขียนสีน้ำมันบนผ้า  แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการถ่ายทอดแบบเลียนแบบธรรมชาติ  การนำธรรมชาติมาเป็นฉากหลังและสร้างมิติใกล้ไกลแบบวิทยาศาสตร์การเห็น  ( ทัศนียภาพ  หรือ  Perspective )

เลโอนาร์โด ดา วินชี  เป็นผู้ริเริ่มการเขียนภาพแบบแสดงค่าตัดกันระหว่างความมืดกับความสว่างที่เรียกว่า  คิอารอสกูโร  ( Chiaroscuro )

ดาวิด  ( ค.ศ.1501-1504 )

         เป็นรูปสลักหินอ่อน  มีความสูงถึง 13 ฟุต 5 นิ้ว  เป็นการถ่ายทอดรูปแบบที่มีกรีกและโรมันเป็นแนวทางจึงทำให้รูปดาวิดมีลักษณะทางกายภาพสอคล้องกับอุดมคติของกรีกและโรมันที่เน้นความสมบูรณ์ทางสรีระ

–  เป็นยุคสมัยที่มีคุณค่ายิ่งต่อวิวัฒนาการทางจิตรกรรมของโลก  คือ  ความมีอิสระในการสร้างสรรค์ศิลปะของมนุษย์  ความมีลักษณะเฉพาะตัวของศิลปิน  กล้าที่จะคิดและแสดงออกตามแนวความคิดที่ตนเองชอบและต้องการแสวงหา

–  งานจิตรกรรมมีความตื่นตัวและเจริญก้าวหน้าทางเทคนิควิธีการเป็นอย่างมาก  ได้มีการคิดค้นการเขียนภาพลายเส้นทัศนียภาพ  ( Linear Perspective )  ซึ่งนำไปสู่การเขียนภาพทิวทัศน์ที่งดงาม

–  ศิลปินได้พยายามศึกษากายวิภาคด้วยการผ่าตัดศพ  พร้อมฝึกวาดเส้นสรีระและร่างกายมนุษย์อย่างละเอียด

–  ความเจริญก้าวหน้าในงานจิตรกรรมสีน้ำมันประสบความสำเร็จอย่างสูงในยุคนี้ด้วย

ศิลปะสมัยกลาง

ศิลปะบาโรก  ( Baroque )  ค.ศ.1580-1750

พระราชวังแวร์ซาย (ค.ศ.1661-1691)

        สร้างขึ้นด้วยหินอ่อน  ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14  ของฝรั่งเศส  ใช้เงินประมาณ  500  ล้านฟรังส์  จุคนได้ประมาณ  10,000  คน  เพื่อประกาศให้นานาประเทศเห็นถึงอำนาจและบารมีของพระองค์

–  เป็นยุคที่มีการสร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อการแสดงออกที่เรียกร้องความสนใจมากเกินไป  มุ่งหวังความสะดุดตาราวกับจะกวักมือเรียกผู้คนให้มาสนใจศาสนา  การประดับตกแต่งมีลักษณะฟุ้งเฟ้อเกินความพอดี

 

ศิลปะสมัยกลาง

ศิลปะโรโคโค  ( Rococo )   ค.ศ.1700-1789

–  เป็นผลงานศิลปะที่สะท้อนความโอ่อ่า  หรูหรา  ประดับประดาตกแต่งที่วิจิตร  ละเอียดลออ  ส่งเสริมความรื่นเริงยินดี  ความรัก  กามารมณ์

ศิลปะคลาสสิกใหม่  ( Neoclassic )  ค.ศ.1780-1840

–  เป็นลัทธิทางศาสนาที่เก่าแก่ที่สุด  ได้ฟื้นฟูศิลปะคลาสสิกอันงดงามของกรีกและโรมันกลับมาสร้างใหม่ในปรัชญาที่ว่า  ศิลปะ  คือ  ดวงประทีปของเหตุผล  โดยเน้นความประณีต  ละเอียดอ่อน  นุ่มนวล  และเหมือนจริงด้วยสัดส่วนและแสงเงา

–  เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของศิลปะสมัยกลางและศิลปะสมัยใหม่  มีผลต่อการคิดค้นสร้างสรรค์ศิลปะอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา